ร่วมวัดโลกไปกับเกาส์และฮุมโบลด์
ในยุคศตวรรษที่ 18 การเดินทางไปสำรวจดินแดนอันห่างไกลยังถูกมองว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และสูงส่ง ช่วยขยายพรมแดนความรู้ให้มนุษยชาติ แถมยังเป็นพันธกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากราชบัลลังก์และชนชั้นสูง เขาเหล่านั้นหวังว่าข้อมูลใหม่เรื่องเส้นทาง ผลผลิต จะให้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันก็แอบหวังว่าใครต่อใครคงชื่อชมว่าตนคือปราชญฺ์นักปกครองที่เชิดชูสรรพความรู้ ช่วงสุดสัปดาห์วันอาทิตย์ผมใช้ชีวิตแบบผ่อนๆ อ่านนิยายร่วมสมัยเล่มนึงซึ่งเป็นวรรณกรรมแปลจากภาษาเยอรมัน ผมเองไม่ใช่คอหนังสือวรรณกรรมหรอกคับ แต่หนังสือเล่มนี้มีส่วนผสมถูกต้องพอจะตรึงให้ผมอ่านมันรวดเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนสำคัญที่สุดคือมันเป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่มีรายละเอียด เปี่ยมด้วยบรรยากาศ ทั้งยังแฝงมุมเสียดสีขำๆ ถึงจะจั่วหัวว่าเป็นนิยาย เป็นเรื่องแตก แต่คนเขียนได้ค้นคว้าเรื่องราวและบริบทต่างๆ มากอย่างละเอียดจนผมรู้สึกราวกับกำลังอ่านหนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญชั้นเยี่ยม หนังสือเรื่อง “คนวัดโลก” นี้ผูกผสานชีวิตของสองนักวิทยาศาสตร์นามกระฉ่อน อย่างอเล็กซานเดอร์ ฟอน ฮุมโบลด์ นักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ กับคาร์ล เฟรดริชด์ เกาส์ ยอดนักคณิตศาสตร์แห่งยุค เข้าในบรรยากาศการแข่งขันคลี่คลายความลับของธรรมชาติในสมัยศตวรรษที่ 18 เข้าอย่างน่าทึ่ง จนผู้อ่านจะได้บรรยากาศของความ “ตื่นวิทยาศาสตร์” ไม่ว่าจะเป็นการออกเดินทางวัดภูเขา สร้างแผนที่ด้วยการทำแผนที่ด้วยสามเหลี่ยม แถมยังมีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจตอนท้ายเล่มที่ชี้ประเด็นเรื่องความแตกต่างระหว่างสองตัวละคร คนหนึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มุ่งไขความลับของโลกจากเชิงทฤษฏี ผ่านการคำนวณอย่างถ้วยถี่และหาความสัมพันธ์ของข้อมูลบนหอคอยงาช้าง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์อีกรายคือตัวแทนจิตวิญญาณการสำรวจแห่งยุคสมัย มุ่งมาดออกไปรวบรวมตัวอย่างพืชสัตว์ ออกไปวัดเวลา หาตำแหน่งดวงดาวในทวีปอันไกลโพ้น…ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบด้วยความประทับใจ ทั้งในเนื้อหา และลีลาสำนวนแปลอันรุ่มรวย ใจหนึ่งก็ดีใจที่มีคนแปลวรรณกรรมชั้นยอดในภาษาแปลกๆ ออกมาสู่สังคมไทย อีกใจก็เสียดาย หากเลือกได้ ผมอยากเกิดใหม่ในสมัยฮุลโบลด์…เมื่อโลกยังเต็มไปด้วยดินแดนเร้นลับ ชวนให้ออกไป “วัดโลก”…ใครอินกันบรรยากาศทำนองนี้ ขอแนะนำให้ลองหยิบมาพลิกอ่านกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น